วัดพยัคฆาราม ตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2275 ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา จากการสำรวจของคณะผู้วิจัย เดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ยังพบพระเศียรพระพุทธรูปหินทรายแดงในพระวิหารน้อยเป็นหลักฐานการสนับสนุนว่าวัดพยัคฆารามอาจเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา วัดพยัคฆารามเดิมชื่อวัดเสือ ตามประวัติที่มีผู้เล่าว่าเคยเห็นเสือเพ่นพ่านบริเวณนี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2509 เสนาสนะสำคัญ เช่น พระอุโบสถกว้าง 9 เมตร ยาว 24 เมตร สร้าง พ.ศ. 2508 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ กว้าง 22 เมตร ยาว 40 เมตร นอกจากนี้ยังมีหอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์ ฯลฯ
จากการสำรวจของ วรรณิภา ณ สงขลา และคณะ พ.ศ. 2529 ได้ข้อมูลจากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีพระเถระ 2 รูป ชื่อหลวงพ่อเนียมและหลวงพ่อเสือ ได้ธุดงค์มาปักกลดบริเวณนี้ เมื่อก่อนเป็นวัดร้างมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น จากนั้นหลวงพ่อเนียมไปจำพรรษาที่วัดไก่เตี้ย หลวงพ่อเสืออยู่ที่นี่ ว่ากันว่าท่านเชี่ยวชาญทางวิปัสสนาธุระด้านอาโปกสิณสมบัติ เดินบนผิวน้ำได้ ท่านผูกเสือธนูไว้เฝ้าหน้าพระวิหาร 1 ตัว ผู้คนมักพบเห็นเสือเดินเพ่นพ่านภายในบริเวณวัดจนเป็นที่เกรงขามของชาวบ้าน สมัยพระมหาดิษฐ์เป็นเจ้าอาวาส สันนิษฐานว่าท่านเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดพยัคฆาราม มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าพระมหาดิษฐ์ท่านเข้าสอบบาลีปากเปล่าที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยมีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นประธานการสอบ สอบคราวนั้นได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค เป็น “พระธรรมกถึก” เชี่ยวชาญในการแสดงธรรม ท่านเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในกรุงเทพฯ ท่านกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้หลายปี เจ้าจอมเที่ยงกับเจ้าจอมช้อยพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเลื่อมใสศรัทธานะพระกฐินมาทอดคราวหนึ่งแหล่งเรียนรู้วัดพยัคฆารามเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดจากแนวคิดของ พระครูโสภณสิทธิการ เจ้าอาวาสวัดพยัคฆาราม ในการริเริ่มพัฒนาชุมชน ให้เป็นชุมชนที่อยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ เอื้ออาทร ประกอบอาชีพสุจริตและปลอดยาเสพติด เช่น รณรงค์ให้ชาวบ้านงดใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ
จุลินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรอำเภอศรีประจันต์และอำเภอใกล้เคียงนำไปใช้ในการลดต้นทุน ริเริ่มนำสบู่ดำมาผลิตเป็นพลังงานไบโอดีเซลและนำกากของสบู่ดำไปอัดแท่งทำถ่านเพื่อใช้ในการหุงต้ม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา เทคโนโลยีธรรมชาติใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนผู้สนใจศึกษาได้เข้ามาศึกษาดูงาน